e-Learning‎ > ‎

Articles

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

การช่วยเหลือตามบริบท (context-sensitive help)

posted Jun 18, 2016, 9:14 PM by Nuth Otanasap   [ updated Jun 18, 2016, 9:18 PM ]

การช่วยเหลือตามบริบท (context-sensitive help)
context-sensitive help ให้การช่วยเหลือผู้ใช้งานระบบโดยให้ข้อมูลการช่วยเหลือ โดยพิจารณาจากสิ่งที่ผู้ใช้กำลังทำ หรือกำลังใช้งาน ในขณะนั้น 
context-sensitive help เป็นการช่วยเหลือแบบออนไลน์ประเภทหนึ่ง ที่พิจารณาจากสถานะใด สถานะหนึ่ง ของซอฟต์แวร์เป็นการเฉพาะ ทำให้สามารถให้การช่วยเหลือตามสถานะที่เหมาะสมเข้ากับสถานะการนั้นๆ 
เมื่อเปรียบเทียบ context-sensitive help  กับการช่วยเหลือแบบออนไลน์ หรือคู่มือใช้ระบบแบบออนไลน์ ไม่จำเป็นต้อยเข้าไปยัง
แต่ละหัวข้อโดยตรง สถานะเดียวที่รองรับหรือสนับสนุนระบบื้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเน้นที่จะอธิบายเจาะลืก สถานการณ์เชิงลึก รวมถึงคุณสมบัติของซอฟต์แวร์ด้วย 
context-sensitive help 
เป็นตัวช่วยที่สามารถติดตั้งใช้งานด้วยเครื่องมือโดยวิธีต่างๆ อาทิเช่น การอธิบายด้วย GUI widget หรือการแสดงผลเนื้อหาสมบูรณ์จากไฟล์ช่วยเหลือเป็นต้น 
นอกจากนี้โดยทั่วไปเราใช้วิธีการนี้เพื่อเข้าถึง context-sensitive help ด้วยการคลิกปุ่มใดๆ 
ด้วยวิธีนี้เราจะคลิกปุ่มวิดเจท (widget button) ปุ่มหนึ่งเพื่อแสดงผลการช่วยเหลือในทันที 
หรือด้วยวิธีการเปลี่ยนขนาดของตัวชี้ (pointer) ให้เป็นเครื่องหมายคำถาม หลังจากที่ผู้ใช้คลิก วิดเจท ข้อความการให้ความช่วยเหลือก็จะปรากฏขึ้น 
Context-sensitive help ส่วนมากถูกใช้ใน สภาพแวดล้อมการทำงานแบบ GUI แต่ไม่บังคับ อาจไม่มีก็ได้ 
ตัวอย่างเช่น 
- Apple's System 7 Balloon help ระบบแอปเปิ้ล 7 มี การช่วยเหลือแบบบอลลูน 
- Microsoft's WinHelp ไมโครซอฟต์มี วินเฮลป์ 
- OS/2's INF Help 
- Panviva's SupportPoint
- Sun's JavaHelp

ความช่วยเหลืออีกแบบที่เหมือนกันเรียกว่า ความช่วยเหลือแบบฝังตัว (embedded help) ซึ่งสามารถมารถคิดได้ลึกซึ้ง หรือ "deeper" เหมือน context-sensitive help
โดยทั่วไปเราสามารถขอคำอธิบายพื้นฐาน หรือคู่มือแบบคลิกได้โดย การรับรู้ถึงความต้องการความช่วยเหลือของผู้ใช้ หรือการเสนอให้ความช่วยเหลือหรือคำแนะนำตามแต่ละสถานะการ 
โดยต้องไม่สับสนระหว่าง ความช่วยเหลือแบบฝังตัว (Embedded help) กับ ซอฟต์แวร์วิชาร์ด (ตัวช่วยการดำเนินการ) 




การสื่อสารระหว่าง โปรเซส (Interprocess Communication)

posted Jun 18, 2016, 9:11 PM by Nuth Otanasap

การสื่อสารระหว่างโปรเซส (interprocess communication) มีสองรูปแบบ คือ โมเดลแบบผ่านค่าข้อมูล (message-passing model) และ แบบการแบ่งปันหน่วยความจำ (shared-memory model)
แบบโมเดลผ่านค่าข้อมูล (message-passing model) การสื่อสารกันระหว่าโปรเซสกระทำโดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่ากัน ข้อความสามารถถูกแลกเปลี่ยนระหว่างโปรเซส ทั้งแบบทางตรง หรือแบบทางอ้อม ผ่านกล่องข้อความร่วม (common mailbox) ก่อนทำการสื่อสารระหว่างกัน จะต้องทำการเปิดการเชื่อมต่อระหว่างโปรเซสก่อน ต้องทราบถึงชื่อของตัวสื่อสาร (communicator) เพื่อให้โปรเซสอื่นๆ ที่อยู่ในระบบเดียวกัน หรือโปรเซสจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยเครือข่ายการสื่อสาร ทราบด้วย คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในเครือข่าย มีชื่อของโฮสต์ ที่ทุกเครื่องรู้จักเหมือนกัน โฮสต์มีตัวบ่งชี้ในเครือข่าย เช่น เลขไอพี (IP address) นอกจากนี้ แต่ละโปรเซสยังมีชื่อของโปรเซส และที่ถูกแปลให้เป็นบ่งชี้ (identifier) เพื่อให้ระบบปฏิบัติการสามารถอ้างอิงถึงโปรเซสนั้นๆ การระบุ ID ของโฮสต์ และ ID ของโปรเซส โดยการเรียกระบบ (system calls) เพื่อทำหน้าที่แปลผล ตัวบ่งชี้ (identifiers) จะทำการผ่านค่าไปยังการเรียกเปิดและปิดทั่วไป (general purpose open and close calls) ที่ให้บริการโดย ระบบไฟล์ (file system) หรือการเรียกระบบ (system calls) การเปิดและปิดการเชื่อมต่อเฉพาะ (specific open connection and close connection) ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสื่อสารของระบบ โดยปกติโปรเซสที่รับค่า จะต้องให้สิทธิ์สำหรับการเชื่อมต่อเพื่อยอมรับการเชื่อมต่อเข้ามา โปรเซสโดยมาก จะยอมรับการเชื่อมต่อที่เป็นการเชื่อมต่อแบบเฉพาะ ที่โปรแกรมของระบบสนับสนุนให้สำหรับแต่ละงานเท่านั้น การเอ็กซ์ซีคิวจะรอคอยการเรียกการเชื่อมต่อและพื่นที่การทำงานเมื่อทำการเชื่อมต่อ แหล่งที่มาของการเชื่อมต่อ เรียกว่า ไคลเอนท์ (client) และตัวรับเรียกว่า เซิร์ฟเวอร์ (server) จากนั้นจึงเกิดการแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างกัน ด้วยการอ่านของเขียนข้อความเรียกระบบ การปิดการเชื่อมต่อเรียกว่าการสิ้นสุดการสื่อสาร (terminates the communication)
การสื่อสารระหว่างโปรเซสในรูปแบบการแบ่งปันหน่วยความจำ (shared-memory model) โปรเซสจะใช้วิธีการแบ่งปันหน่วยความจำที่สร้างขึ้นด้วยการเรียกระบบในสร้างและกำหนดสิทธิ์ในขอบเขตพื้นที่ของหน่วยความจำ ที่โปรเซสนั้นเป็นเจ้าของ การเรียกซ้ำ (Recall) โดยปกติระบบปฏิบัติการจะป้องกันแต่ละโปรเซสจากการเข้าถึงหน่วยความจำของโปรเซสอื่น การแบ่งปันหน่วยความจำจึงจำเป็นสำหรับโปรเซสสองโปรเซสหรือมากกว่า ให้ยอมรับที่จะยกเลิกข้อจำกัดนั้น โปรเซสต่างๆ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันโดยการอ่านและเขียนข้อมูลลงในพื้นที่ที่แบ่งปันหรือใช้งานร่วมกัน รูปแบบของข้อมูลถูกกำหนดโดยโปรเซสซึ่งไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของระบบปฏิบัติการ โปรเซสจึงต้องทำหน้าที่ดูแลและมั่นใจว่าไม่ทำการเขียนข้อมูลลงในพื้นที่ที่ใช้งานร่วมกันการส่งค่าแบบผ่านข้อความ (message-passing model) มีประโยชน์มากในการแลกเปลี่ยนข้อมูลขนาดเล็ก เนื่องจากไม่เกิดการชนกันของข้อมูล และยังนำวิธีการนี้ไปใช้งานได้ง่าย กว่าวิธีการแบ่งปันหน่วยความจำ ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ วิธีการแบ่งปันข้อมูลทำให้ใช้ความเร็วสูงสุด และสะดวกสุดในการสื่อสารข้อมูล โดยขึ้นอยู่กับความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลของหน่วยความจำ ในแต่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง อย่างไรก็ตามอาจเกิดปัญหาขึ้น ในพื้นที่ที่ถูกปกป้องและการเข้าจังหวะ (protection and synchronization) ระหว่างหน่วยความจำที่แบ่งปันใช้งานร่วมกันระหว่างโปรเซส

Amazon Robot

posted Aug 10, 2015, 11:14 PM by Nuth Otanasap   [ updated Jun 11, 2016, 10:02 AM ]

Amazon Robot


http://nooga.com/153499/amazon-commemorates-grand-opening-hints-at-second-facility/


Miniature Origami Robot Self-folds, Walks, Swims, and Degrades

posted Jun 2, 2015, 8:09 AM by Nuth Otanasap   [ updated Jun 13, 2016, 8:35 AM ]

Miniature Origami Robot Self-folds, Walks, Swims, and Degrades



"An Untethered Miniature Origami Robot that Self-folds, Walks, Swims, and Degrades," 
by Shuhei Miyashita, Steven Guitron, Marvin Ludersdorfer, Cynthia R. Sung, and Daniela Rus 
from MIT and TU Munich, was presented at ICRA 2015 in Seattle. 
Read more: http://spectrum.ieee.org/automaton/ro...
Category
Science & Technology
License
Standard YouTube License




The Internet of Things Is Here - CISCO

posted May 12, 2015, 11:41 PM by Nuth Otanasap   [ updated Jun 13, 2016, 8:34 AM ]

The Internet of Things (IoT) is increasing the connectedness of people and things on a scale that once was unimaginable. Connected devices outnumber the world's population by 1.5 to 1. The pace of IoT market adoption is accelerating because of:

Growth in analytics and cloud computing
Increasing interconnectivity of machines and personal smart devices
The proliferation of applications connecting supply chains, partners, and customers


Internet of Things

posted May 11, 2015, 9:29 PM by Nuth Otanasap   [ updated May 13, 2015, 7:22 PM ]

Intel IoT


IoT Asia


อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่างๆ รอบตัว (The Internet of Things)นับจากการมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงหลักแสน จนมาถึงหลักพันล้านในปัจจุบัน ที่มีทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ โน้ตบุ้ค เน็ตบุ้ค โทรศัพท์มือถือ มีสายและไร้สาย จากการประยุกต์ใช้งาน รับ-ส่ง อีเมล์ พื้นฐานมาจนสู่ World Wide Web และข้อมูลข่าวสารออนไลน์ มัลติมีเดีย จากปลายนิ้วสัมผัสของเราในเพียงไม่ถึงอึดใจ จุดเริ่มของความคิดนี้มาจากการติดบาร์โค้ด (รหัสแท่ง) ที่สินค้า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเทคโนโลยี RFID หรือ การระบุด้วยป้ายชื่อที่อ่านด้วยคลื่นวิทยุ ต่อมา เราก็นำเครื่องอ่าน RFID มาใช้ในการสังเกตการณ์ ว่ามีวัตถุอะไรผ่านมาที่จุดที่เราสนใจหรือไม่ เครื่องอ่านเหล่านี้ก็คือสายลับ หรืออุปกรณ์ตรวจสอบว่า มีวัตถุใดอยู่ใกล้ตัวมัน
การนำสิ่งของต่างๆมาติดป้ายและสามารถอ่านได้ทางระบบที่ต่อกับอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจการขนส่งสินค้า การควบคุมการผลิตในโรงงาน การขายปลีกในห้าง รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน หรือการควบคุมการเคลื่อนไหวของสินค้า หรือการป้องกันการลักขโมยสินค้าในห้าง
หลายๆประเทศ เริ่มที่จะมีป้ายทะเบียนรถ หรือป้ายจ่ายค่าทางด่วนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการใช้เครื่องอ่านข้างถนน ตรวจสอบว่ารถที่วิ่งผ่านไปคือรถทะเบียนอะไร หากมีการใช้งานกันอย่างทั่วถึง การติดตามรถหาย คงไม่ต้องวิ่งตามแล้วครับ มันโผล่มาบนแผนที่เองเลยว่าอยู่ที่ไหน ส่งตำรวจไปดักจับข้างหน้าได้เลย
ในปัจจุบัน RFID ถูกนำมาติดกับร่างกายของสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข หรือสัตว์ในฟาร์ม เพื่อใช้เป็นป้ายประจำตัวบอกชื่อว่าใครเป็นใคร หากท่านจะนำสุนัขของท่านไปยุโรป ท่านต้องไปให้นายทะเบียนทำป้ายอิเล็กทรอนิกส์ให้เพื่อบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของ พ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์ส่วนใหญ่ ก็ต้องมีการติดป้าย RFID เพื่อบอกว่าใครเป็นใคร
การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ หลายแห่งเริ่มมีการควบคุม ตอดเครื่องอ่านเพื่อคุ้มครองว่า สิ่งต่างๆเมื่ออยู่ระหว่างการขนส่ง ไม่มีใครเคลื่อนย้าย หรือนำสินค้าปลอมมาสลับสับเปลี่ยน หากมีใครเปิดคอนเทนเนอร์ รวมทั้งเคลื่อนย้ายสินค้าที่อยู่ระหว่างการเดินทาง เครื่องอ่าน RFID ที่ตู้คอนเทนเนอร์จะส่งสัญญาณแจ้งให้เจ้าของทราบทันที
การที่เรานำสิ่งของจำนวนมาก มาติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์ และมีเครื่องอ่านอยู่ทุกหัวระแหง เราเรียกว่า “Internet of Things”
หากป้ายชื่ออิเล็กทรอนิกส์มีอุปกรณ์ตรวจวัด (sensor) คอยตรวจจับสภาพแวดล้อมต่างๆ อยู่ด้วย ป้ายชื่อเหล่านั้นก็จะเก่งขึ้นอีก เช่น ในการส่งออกอาหารเยือกแข็ง จำเป็นต้องมีการรับรองว่าในระหว่างการขนส่ง ต้องควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในระดับที่ถูกต้องตลอดเวลา ขณะนี้ในประเทศไทยเราสามารถสร้างป้ายชื่อที่มีระบบบันทึกอุณหภูมิซึ่งพร้อมที่จะรายงานประวัติการเดินทางได้ว่าผ่านหรือไม่ผ่านมาตรฐานที่ควบคุม
ทุกๆท่านที่ใช้ Smart phone ในวันนี้ ก็ถือว่าท่านเข้าสู่โลกของ Internet of things แล้วครับ โทรศัพท์ของท่าน ต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และหากท่านอนุญาต มันจะส่งตำแหน่งของท่านไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก แจกให้กับเพื่อนๆที่ท่านอนุญาตให้ติดตามท่านได้อยู่แล้ว
ด้านระบบจราจรและขนส่ง เช่นรถยนต์ จะมี sensor และระบบสมองกลฝังตัวที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ หรือ ระบบสื่อสารระหว่างยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานจราจรเพื่อทราบสภาพจราจรล่วงหน้าเพื่อช่วยปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินทางให้หลีกเลี่ยงเส้นทางติดขัดหรือลดการสิ้นเปลือง และช่วยลดปัญหามลพิษเป็นต้น
ด้านการแพทย์สาธารณสุข ก็อาจจะได้เห็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กติดตัวผู้ป่วยหรือคนชราเพื่อติดตามเฝ้าระวังอาการและสื่อสารกับแพทย์และระบบข้อมูลสุขภาพได้ตลอดเวลา เหลานี้เป็นต้น
อย่างไรก็ดี Internet of Things นี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนขยายของ อินเทอร์เน็ต ที่เรารู้จักกันอยู่เท่านั้น แต่จะเกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของตนได้โดยพึ่งพาอยู่กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเกิดประโยชน์จะเป็นในรูปแบบพึ่งพากับบริการ หรือธุรกิจใหม่ และจะสามารถครอบคลุมการสื่อสารในหลายรูปแบบ เช่น เครื่องสู่เครื่อง เครื่องสู่คนเป็นต้น

สวทช.พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรร่วมทางกับธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ที่อยากจะไปในอนาคตด้วยกัน โดยใช้ธุรกิจเทคโนโลยี เป็นยานพาหนะที่นำพาเราไปครับ

IoT วิวัฒนาการที่มาถึง

posted May 11, 2015, 9:24 PM by Nuth Otanasap   [ updated May 11, 2015, 11:22 PM ]


อินเตอร์เน็ตออฟติงส์ (Internet of Things: IoT) เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อแบบทุกที่ ทุกเวลา ระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ บนโลกของเรา โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เข้ากับชีวิตประจำวันในทุกๆ ด้าน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า IoT จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มขึ้นเป็น 26 พันล้านอุปกรณ์ ในปี 2020 ซึ่งเพิ่มขึ้น 30 เท่านับจากปี 2009 (ที่มา www.gartner.com/newsroom/id/2636073)

ด้วยความสามารถของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต แสดงให้เห็นว่าผู้คนจำนวนมากจากทั่วโลกสามารถปฏิสัมพันธ์กันทางด้านข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี โดยส่วนมากการปฏิสัมพันธ์กันเกิดขึ้นผ่าน www (เวิลด์ ไวด์ เว็บ) ด้วยเว็บเบราเซอร์ที่ทำงานจากคอมพิวเตอร์ลูกข่ายหรือไคลเอนท์ ทำการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์แม่ข่ายแบบกลุ่มเมฆ (cloud-based servers) อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ตไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นเพียงเว็บเท่านั้น ยังมีโปรโตคอลอื่นๆ ที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลก 
IoT นับว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นถัดไปที่ทำให้เกิดงานบริการใหม่ๆ ที่หลากหลายทั้งทางด้านการผลิต สมาร์ทกริด การรักษาความปลอดภัย ธุรกิจสุขภาพ วิศวกรรมยานยนต์ การศึกษา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ บริการที่หลากหลายเหล่านี้ล้วนมีหน้าเว็บเป็นของตนเองแต่ใช้โปรโตคอลของเว็บที่เป็นอิสระ อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นทางด้าน IoT ที่ต้องพิจารณา เช่น การจัดการขนาดของเครือข่ายที่ขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก การกำหนดหรือระบุตำแหน่งระยะของอุปกรณ์ และการอ้างอิงตำแหน่งที่ยืดหยุ่น
ในโลกของ IoT มีการค้นพบสิ่งใหม่ตลอดเวลา และการทำให้ผู้ใช้สามารถปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น นับเป็นกลไกที่ทรงพลังอย่างยิ่งทำให้สามารถเอาชนะการเพิ่มขึ้นรวมทั้งความสลับซับซ้อนของเครือข่ายทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีสิ่งสำคัญทาง IoT นอกเหนือจากที่กล่าวมา คือการเชื่อมต่อแบบ เพียร์ทูเพียร์ (peer-to-peer) ระหว่างอุปกรณ์ การปฏิสัมพันธ์แบบเวลาจริงที่มีความล่าช้า (low-latency real-time interaction) และการบูรณาการอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีความสามารถในการประมวลผลต่ำหรือไม่มีเลย เข้าด้วยกัน

ที่มา Want, R., Schilit, B. N., & Jenson, S. Enabling the Internet of Things. 

1-7 of 7